2006/Mar/16

แม้จะรู้ว่าความตายคือสิ่งที่ทุกคนต้องพบเจอ
แต่ก็อดใจหาย และเสียใจไม่ได้ ทุกครั้งที่คนที่เรารัก เรารู้จัก หรือแม้แต่คนที่เรารู้จักทางเวปไซต์เท่านั้น

ความตายพรากได้ทุกอย่าง ยกเว้นความทรงจำ

คุณนีอุง เป็นนักวิจารย์ประจำเวป popcornfor2.com ผมเล่นเวปนี้ตั้งแต่มันเริ่มก่อตั้ง ซึ่งเป็นยุคที่กระแสเกาหลีเพิ่งเข้ามาบูมในประเทศไทย จำได้เลยว่าภาพยนต์ที่จุดกระแสคือ Il Mare หนังรักละเมียดเรื่องนั้น ทำเอาเราตกใจกันใหญ่ ว่าหนังเกาหลีเค้าพัฒนาไปขนาดนี้แล้วหรือ

คุณนีอุง เป็นนักวิจารย์เพียงไม่กี่คน ที่สามารถเขียนวิจารย์หนังได้ Positive มาก ไม่ว่าหนังเรื่องนั้นจะเลวร้ายขนาดไหน แต่ในทุกตัวอักษร เราสามารถสำผัสได้ถึงความรัก ความห่วง และความปราถนาดี ที่มีต่อหนังทุกๆ เรื่องที่เขียนถึง

ทุกวันนี้ยังรู้สึกขอบคุณ ที่คุณนีอุงแนะนำ Wanee & Junah ไว้อย่างน่าดู ชนิดที่ว่าอยากวิ่งออกไปหาซื้อมาดูให้ได้ซะเดี๋ยวนั้น และตอนนี้หนังเรื่องนี้ก็กลายมาเป็นหนังสุดที่รักของผมไปแล้วเรียบร้อย

รวมถึงหนังการ์ตูนของ Studio Gibli ที่คุณนีอุงได้แนะนำไว้ พร้อมกับความสวยงามของเวปไซต์ ผมเชื่อว่ามันทำให้คนอีกจำนวนไม่น้อยได้ดูหนังการ์ตูนมหัศจรรย์ของค่ายนี้ ตัวหนังสือของคุณนีอุงแค่ไม่กี่ย่อหน้า ได้ทำหน้าที่ของมันอย่างเต็มความสามารถ และประสบความสำเร็จตามที่ผู้บรรจงสร้างมันคาดหวังไว้แน่นอน

ชีวิตผมเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น.....ในขณะที่บางชีวิตได้จบลงไปแล้ว
เราจะสามารถฝากความทรงจำไว้กับโลก ได้อย่างเค้าพวกนั้นไหมนะ

แค่คิดก็ใจหาย ในระหว่างทางชีวิตเรา จะต้องสูญเสียคนที่เรารักไปอีกเท่าไหร่
และเมื่อเราจากไป มันจะเป็นการทำร้ายคนที่อยู่ข้างหลังอีกเท่าไร

หรือมนุษย์เกิดมาเพื่อที่จะเจ็บปวดจริง ๆ

2006/Mar/08

And The Oscar goes to......CRASH

คนเราเวลาเครียดนี่ นอกจากจะไม่ดีต่อสุขภาพตัวเองแล้ว
ยังเลวร้ายกับคนอื่นได้อย่างไม่น่าเชื่อจริง ๆ กับคนที่เรา (คิดว่า) รักแท้ ๆ ยังพาลไปหาเรื่องเค้าได้ซะงั้น สมแล้วที่อยู่มาป่านนี้ไม่มีใครเอา เนอะ เนอะ

Oscar ปีนี้มันอะไรกันนี่ นี่ นี่ นี่ .......... รางวัลสุดท้าย And The Oscar goes to....Crash

วิ้ววววววว ฮู้.... กรี๊ดดดดดดดดด แล้วแฟนเดนตายของ Brokeback Mountain ทั้วทั้งโลกก็ล้มลงชักแหง่กๆ น้ำลายฟูมปาก ก่อนตั้งสติได้ วิ่งไปเปิดเน็ต แล้วรัวคีย์บอร์ด ด่ากรรมการออสการ์ทั้งหมื่นกว่าคนอย่างไม่ยั้งมือ ราวกับโดนเค้าเอาขี้หมามาปาหน้าบ้านก็มิปาน

เวปบอร์ดของ Oscarwatch พังครืนลงอย่างรวดเร็ว ดาวน์ไปซะเฉย ๆ และปรากฎบทความรุนแรงมาก ๆ ขึ้นมาแว่บเดียว ด่าทอความอัปยศอดสูของการล๊อบบี้ผลออสการ์อย่างค้านสายตาชาวโลก อย่างไม่เคยมีมาก่อน ก่อนที่บทความนั้นจะลับหายไป กลายเป็นบทความที่ด่าแบบซอฟ ซอฟ เข้ามาแทนที่

ใครที่ไม่ทราบที่มาที่ไปก็ขอเรียนไว้นิดนึงว่า ตัวเก็งออสการ์ หรือรางวัลตุ๊กตาทองของอเมริการที่มอบให้ภาพยนต์เรื่องเยี่ยมที่เข้าฉายในสหรัฐในแต่ละปี ในปีนี้ก็คือ BrokeBack Mountain หนังเกย์คาวบอย (ที่ทำออกมาได้ "แมน" มาก) ของผู้กับกับ หลี่อัน หรือ อั้งลี่ (ไม่ใช่อั้งโล่นะ นั่นมันเตา) ผู้กำกับชาวใต้หวัน ที่ฝีมือเป็นที่ประจักษ์มานานในหมู่นักดูหนังว่าทำหนังได้ ละเอียด ละเมียด และดูสนุกเพียงใด

Brokeback Mountain วิ่งรอกรับรางวัลจากแทบทุกสถาบันหนังในโลกนี้ และเมื่อออกฉายในวงกว้าง ก็ได้รับการตอบรับอย่างดี จากคนดูทุกหมู่เหล่า จนกลายเป็นเต็งหนึ่งของออสการ์ไปโดยปริยาย

ทุกคนรู้ว่าออสการ์มีพลิกล๊อกเสมอ แต่ทำไมพลิกล๊อกคราวนี้ มันถึงได้โดนรุมด่ารุนแรงขนาดนี้ล่ะ

นั่นเพราะหนังที่คว้าพุงไปกินก็คือ Crash หนังแสดงการเหยียดผิด และ การตัดสินคนจากภายนอก การไม่เข้าใจในสังคม จนนำไปสู่โศกนาฎกรรมในที่สุด หนังดีนะครับ ดีมาก ๆ อย่างที่เคยเขียนในนี้ไปแล้วน่ะแหละ (ผมก็เชียร์เรื่องนี้นะ แต่พอมันได้ กลับสงสาร Brokeback ไปซะงั้น)

เครดิตของ Crash มีเพียงสองอย่างคือ เป็นหนังที่เข้าฉายตั้งแต่ต้นปี แต่หลุดเข้ามาชิงได้ แม้กระแสจะซาไปแล้ว แสดงว่ามันต้องมีอะไรดีแน่ๆ และ ได้รับรางวัลทีมนักแสดงยอดเยี่ยมจาก SAG Award และรางวัลบทยอดเยี่ยมจากเวทีลูกโลกทองคำ

ก็ในเมื่อเครดิตมันมีแค่นั่นน่ะ คนก็เลยรับไม่ได้เลย ที่มันเฉือนเอาชนะหนังที่กวาดรางวัลมาเรียบวุธสุดขอบโลกอย่าง Brokeback Mountain จนกลายเป็นการกล่าวหากรรมการออสการ์ว่าเหยียดเพศที่สามอย่างช่วยไม่ได้

และเท่าที่ฟังมา ต่างก็กล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า เมื่อเทียบกันแล้ว หนังอย่าง Goodnight and Goddluck ดีกว่า Crash อย่างเห็น ๆ ถ้า Brokeback ไม่ได้ ก็น่าจะให้เรื่องนี้ได้ไปแทนยังจะเหมาะสมกว่า

ผมได้ดูแค่ Brokeback และ Crash โดยส่วนตัว คิดว่า Crash นั่นก็เยี่ยมครับ ไม่น่าเกลี่ยดถ้าจะได้ออสการ์ แต่ว่ามันมีหนังแบบนี้ออกมาให้ดูหลายเรื่องแล้ว อย่าง Magnolia และ Traffic ซึ่งสองเรื่องนี้ก็ยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน

ส่วน Brokeback นั้นถือเป็นนวัตกรรมใหม่ของวงการภาพยนต์เลยก็ว่าได้ มันสามารถบอกเล่าเรื่องราวของความเบี่ยงเบนทางเพศ (หรือเบี่ยงเบนไปจากกฎของสังคม... ไม่แน่ใจ) ได้อย่างละเมียดละไม ปวดร้าว และจริงจัง อย่างที่ไม่เคยมีหนังเรื่องไหนทำได้มาก่อน และเป็นหนังเกย์ที่ได้รับการยอมรับในวงกว้าง ด้วยความชื่นชม ...... ผมคิดว่าเท่านี้ก็เพียงพอแล้วที่ Brokeback สมควรได้รางวัลนี้ไป

งานนี้ไม่ว่าจะมีเบื้องลึกเบื้องหลังยังไง ออสการ์ก็สร้างประวัติศาสตร์ให้ตัวเองไปอีกหน้าแล้วครับ ว่าค้านสายตาคนดูสุดๆ

สงสารก็แต่ Crash นี่ล่ะครับ ตกเป็นจำเลยอย่างช่วยไม่ได้จริงๆ ทั้งๆ ที่หนังก็ดีเด่นในระดับสมควรได้รับรางวัล แต่พอเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น กลายเป็นว่าหนังมาปล้นชัยชนะไปเฉยเลย....


2006/Feb/27

ช่วงที่หนังเรื่องนี้เข้า ผมอยู่ที่ขอนแก่นพอดี (ตอนนี้ย้ายมาอยู่นครปฐมแล้ว โรงหนังอยู่หนายเนี่ยยย) จะกระซิบบอกให้ว่า ดูหนังผีที่ไหน ก็ไม่เร้าใจเหมือนที่ขอนแก่นเด้อ สิบอกให่ เพราะคนที่นี่ "กรี๊ดดดดดดดด" กันสนั่นแปะสุดยอดมาก ถ้าเจ้าของหนังผีแต่ละเรื่องมาดูคงปลื้มใจพิลึก ที่สามารถสั่งอารมณ์คนดูได้ขนาดนี้ (ครั้งที่ประทับใจที่สุดคือ เรื่อง The Eye ภาคแรก ฉากผีลอยในลิฟต์ คนข้างหลังมันปีนเก้าอี้ตรูเลย อินจัดขนาดหนัก (-_-"))

ที่นี่เค้าจะมีโรงหนังอยู่สามที่ เครือจักรภพเดียวกันนั่นแหละ แต่แยกร่างกันไปประกอบการ เพื่อเป็นทางเลือกให้ผู้บริโภค โรงหนังทั้งสามจะฉายรอบเหลื่อมกันนิดหน่อย ด้วยเหตุผลที่พอจะเด้า เอ้ย เดาได้สองประการ

ประการแรก หนังดังๆ ก๊อปปี้ฟิล์มมันแพง เลยสั่งมาน้อย ไม่พอฉาย ต้องวิ่งวนรอบกันอุตลุต วันดีคืนดี ระหว่างรอดูหนัง คุณจะเห็นพนักงานหิ้วฟิล์มเหงื่อตกกระหืดกระหอบผ่านหน้าไป.....พร้อมกับเข้าไปส่งฟิล์มหนังผิดโรง แป่ว...

ประการที่สอง เพื่อความสะดวกของผู้บริโภค หนังเรื่องใหนดังๆ อยากดูมาก ๆ คนมักจะเต็มตั้งแต่หัวค่ำ ไล่ยาวไปจนหมดรอบวันนั้น พวกไปหลัง ๆ จึงต้องวิ่งรอกไม่ต่างอะไรกับพนักงานเดินฟิล์มหนังอย่างข้อแรก เพื่อหาโรงหนังที่ยังมีทีว่างเหลืออยู่ (อันนี้มีประโยชน์จริงครับ ขอยืนยัน การตั้งใจออกมาดูหนังแล้วไม่ได้ดูนี่ สำหรับผม ถือว่าเป็นอะไรที่เสียความรู้สึกอย่างแรง ต้องตะแบงไปหาที่ดูจนได้)

หนังเด็กหอ สำหรับผมนี่เข้าข่ายประการที่ 2 เพราะคนมันเยอะจริง ๆ ครับท่านผู้ชม แต่สุดท้ายก็หาที่ดูจนได้นั่นแหละ บอกแล้วไงว่ารับไม่ได้ถ้าออกมาแล้วแห้ว

ตามคาดครับ ตามคาดจริงๆ พี่น้องหมู่เฮาชาวขอนแก่นยังคงแผดเสียงกรี๊ดลั่นสนั่นโรงทุกครั้งที่ผู้กำกับสั่ง มันได้อรรถรสดีจริงๆ พับผ่า (ถ้าดูในโรงหนังแถบกรุงเทพนะ ผมคงต้องอั้นเสียงไว้ จนมันปิ๊ด ไปออกทางตูดนู่นแหละ ถึงจะสำนึก นี่แน่ะ โทษฐานไม่พาเรากรี๊ด)

ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า นี่ไม่ใช่หนังผีแบบที่ตั้งเป้าหมายไว้ว่าเสียวสยองทุกสองนาที หรือท้าให้คุณลองว่าจะทนได้ซักกี่น้ำ อะไรเทือกนั้น แต่นี่คือหนังผีที่ทำท่าจะเข้าอกเข้าใจผีซะจริงๆ (ไม่เกี่ยวกับสำนวนที่ว่า "ผีย่อมเห็นผีด้วยกัน" แต่ประการใด)

เอาล่ะ เข้าใจกันแล้วก็มาพูดถึงตัวหนังกันดีกว่า หนังพูดถึงเด็กชายชาตรี ที่ถูกส่งเข้ามาอยู่ในโรงเรียนประจำอย่าง "งง ๆ" ด้วยเพราะไม่รู้สาเหตุที่แน่ชัดว่าทำไม๊ ทำไม อยู่ดีๆพ่อถึงคิดอยากจะส่งลูกไปไกลหูไกลตาซะงั้น (ไม่ต้องห่วง เค้าจะบอกทีหลังเอง หนังเรื่องนี้ไม่มีอะไรให้เก็บไปงงแม้แต่นิดเดียว สบายใจได้) เจ้าชาตรีนี้ก็ ติ๋ม ๆ หงิม ๆ ไม่ค่อยพูดค่อยจา มาวันแรก ๆ ก็เจอเจ้าที่แรงกลั่นแกล้งซะเลย

มีครูอยู่คน ทำท่าทำทางลึกลับ ชื่อครูปราณี แกมีอดีตที่น่าสงสัยเคลือบแคลง และท่าทางก็ไม่ค่อยเป็นมิตรเท่าไหร่ จินตราแสดงบทนี้ได้แก่มากเลยพระเจ้าจอร์จ นั่นเค้าแต่งหน้า หรือของจริงน่ะนั่นน่ะ (เอ้อ จะว่าไป แกก็แก่แล้วจริงๆ นี่นา (-**-))

ครูปราณี กับ เด็กชายชาตรี ไม่ค่อยได้มีปฎิสัมพันธ์กันเท่าไหร่ในหนัง ดังนั้น เรื่องที่สงสัยกันว่าน้องแน๊ค เล่นเป็นพระเอกคู่กับจินตราจึงตัดออกไปได้เลย

ชาตรีได้เจอเพื่อนใหม่ เป็นแก๊งก๊วนที่รวมพวกแปลกๆ เอาไว้ด้วยกัน ทำหน้าที่เป็นหน้าม่าน คอยเรียกเสียงฮาจากคนดูเป็นระยะ ๆ แม้จะดูตั้งใจไปหน่อย แต่ก็สร้างเสียงหัวเราะและขโมยซีนได้เป็นเลิศ

เพื่อนใหม่กลุ่มนี้ไม่ทำอะไร เอาแต่เล่าเรื่องผีให้กันฟัง ถึงจะกลัวจนหัวหด แต่ว่าโรงเรียนประจำที่น่าเบื่อหน่าย จะมีอะไรให้สนุกได้นักหนา การแกล้งเพื่อนๆ แรง ๆก็เป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่สร้างเรื่องบันเทิงได้ไม่เบา

อยู่ไปอยู่มา ก็ได้เจอเพื่อนใหม่อีกคน นายคนนี้ท่าทางดี รู้อะไรไปซะทุกเรื่อง จนชักทะแม่งๆ แต่ก็สามารถไขข้อสงสัยได้ง่ายนิดเดียว เพราะมันชื่อ วิเชียร ช่ำชอง (แม่ยกเฮสนั่น ไม่เชื่อไปดูที่บอร์ดพันธ์ทิพย์)

มีเพื่อนแล้วใช่ว่าจะดี ก็ในเมื่อความกลัวมันยังไม่ไปไหน มันอยู่ในหอนั่นแหละ หอหึหึ หอหึหึอยู่ได้ทุกวัน คนดูก็นั่งไม่ติดที่ ไม่รู้ผีจะโผล่มาตอนไหน ชาตรีก็เหมือนกัน กลัวผีจนไม่กล้าไปฉี่ สุดท้ายก็ได้เรื่อง ฉี่รดที่นอนอ่ะสิครับ (เฮ้อ อายแทนมันจริงๆ เราก็เคย ฉี่ใส่ที่นอนน่ะไม่เท่าไหร่ แต่ซักผ้าปู กับเอาที่นอนไปตากนี่สิ ลำบากชิบ)

ชาตรีกับวิเชียร สนิทกันอย่างรวดเร็ว ไอ้วิเชียรก็ตาหวานเยิ้มไม่ว่ามองผู้หญิงหรือผู้ชายด้วยกัน ทำเอาคนดูเสียวหลัง ร่ำ ๆ จะกลายเป็น BrokebackHighschoolผู้กำกับคงเห็นท่าไม่ดีก็เลยรีบมุ่งเข้าสู่ประเด็นหลักของหนังก่อนที่จะสายเกินแก้

แล้วคนดูก็ได้รู้ว่า...........ทำไมเป็นผีมันช่างน่ารันทดเช่นนี้หนอ

ประเด็นของหนังก็น่าสนใจไม่แพ้กัน ความมีตัวตนของคน ในสายตาผี คือลมหายใจ เมื่อใหร่ที่เรากลั้นหายใจ ผีก็มองไม่เห็น

แต่ความมีตัวตนของคนกับคนเองล่ะ เราเดินเบียดเสียดกับผู้คนบนถนน บนสถานีรถไฟฟ้า เรายืนสบตากับคนนับสิบในลิฟต์ ไม่มีใครสนใจใคร เราหายใจใส่กันตลอดเวลา แต่พวกเราก็ปฎิบัติต่อกันราวกับว่าไม่มีตัวตนอยู่ในสายตาของกันและกันปานนั้น

หนังทำได้ดีมากในส่วนของงานสร้าง ดูน่าเชื่อถือ และสมจริงสมจัง (ยกเว้นตอนข้ามสะพานบางปะกงนะ อะไร นี่มันยุคไหนแล้ว เนียน ๆ หน่อย)ส่วนของการแสดงก็ทำได้ดีกันทุกคนโดยเฉพาะวิเชียร ที่แสดงได้นิ่งและไหลไปกับเรื่องราวเอามาก ๆส่วนชาตรีที่แสดงโดยน้องแน๊คณ แฟนฉัน ก็ไปได้สวย แสดงแววตาของเด็กเก็บกดออกมาได้ขนลุกขนพอง

แต่สำหรับกระผม ขอยกให้ หมอหนุ่ยครับ ชอบเป็นการส่วนตัว เฮ้ย นี่มันน่ากลัวกว่าผีอีกนี่หว่า เด็กอะไร ขี่โลงศพกลับบ้าน ไม่สงสารคนขับรถสวนซะบ้างเลยนะแก (-_-")

ป.ล. นางเอกในเรื่องหม้อเด็กมาก ๆ แต่ก็น่ารักสุด ๆ จำไม่ได้ว่าชื่ออะไร